หากใครที่ติดตามประวัติของฟุตบอลอังกฤษมาตลอด จะเห็นได้ว่าในแต่ละเมืองมักจะมีทีมฟุตบอลอยู่มากกว่า 1 ทีมด้วยกัน เช่นเดียวกับเมืองแมนเชสเตอร์ ที่มีทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ขับเคี่ยวกันมาโดยตลอด แต่เมื่อมองไปในประวัติศาสตร์ของ แมนฯ ซิตี จะเห็นได้ว่าพวกเขาไม่เคยได้รับความสำเร็จใดๆ เลย แต่ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไป พวกเขากลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ของลีกอังกฤษ

แมนเชสเตอร์ ซิตี ถูกก่อตั้งโดยกลุ่มสมาชิกของโบสถ์เซนต์มาร์คส์ ในเขตกอร์ตัน ของเมืองแมนเชสเตอร์ โดยมีจุดมุ่งหมายที่อยากจะลดความรุนแรงของบรรดาแก๊งค์อันธพาลท้องถิ่น ลดการติดแอลกอออล์ของวัยรุ่น ซึ่งทุกอย่างได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนทีมก่อตั้งขึ้นมาได้ในปี 1880 ภายใต้ชื่อ เซนต์มาร์คส์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 1894 และใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน

แมนเชสเตอร์ ซิตี ในยุคแรกๆ มีสตาร์ชื่อดังอย่าง บิลลี เมเรดิธ เป็นตัวชูโรงซึ่งตัวของ เมเรดิธ เองนั้นก็เป็นทั้งตำนานของ “เรือใบสีฟ้า” และ “ปีศาจแดง” พวกเขาไม่ได้มีทีมที่แข็งแกร่งมากมายเพราะนักเตะส่วนใหญ่มาจากผู้เล่นท้องถิ่น แต่พวกเขายังสร้างผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้ในปี 1904 และนั่นเป็นเพียงรายการเดียวที่ ซิตี ทำได้ และกว่าจะขึ้นมาครองแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้นั้นก็ได้ล่วงเลยมาถึงปี 1937 นั่นคือ 57 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา

แม้ว่าพวกเขาจะอยู่เมืองเดียวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ในแง่ของความสำเร็จนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทางฝั่งของ ยูไนเต็ด มีชื่อเสียง มีสปอนเซอร์เข้ามามากมาย แต่ทางฝั่งของ ซิตี ไม่มีอะไรที่เทียบกับ “ปีศาจแดง” ได้เลย พวกเขาต้องวนเวียนอยู่ระหว่าง ดิวิชั่น 1 และ ดิวิชั่น 2 มาโดยตลอด และเป็นลูกไล่ให้กับ ยูไนเต็ด มาตลอดหลายปี จนกระทั่งในช่วงยุค 2000 การเปลี่ยนแปลงก็เข้ามาสู่ Manchester City

ตอนนั้น นายทักษิณ ชินวัตร ได้ซื้อหุ้นของ “เรือใบสีฟ้า” แต่ด้วยปัญหาบางอย่างทำให้เขาต้องขายหุ้นให้กับ กลุ่มเงินทุนอาบูดาบี จากประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ทำให้ แมนฯ ซิตี กลายเป็นเสือติดปีกขึ้นมาทันที พวกเขามีเงินทุนเข้ามาสิ่งแรกที่ทำคือการซื้อนักเตะ ทีมบริหารของ ซิตี ทุ่มเงินจำนวน 32.5 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติการซื้อตัวในประเทศอังกฤษ ณ เวลานั้นลงอย่างราบคาบ และในปี 2009 ซิตี ได้ใช้เงินไปมากถึง 100 ล้านปอนด์ ในการดึงตัวนักเตะอย่าง คาร์ลอส เตเบซ, แกเร็ธ แบร์รี่ และ โจลีออน เลสคอตต์ เข้ามาสู่ทีม

แม้จะใช้เงินมากแค่ไหนแต่กว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จก็ต้องรอถึงปี 2011 กับแชมป์ เอฟเอ คัพ และในฤดูกาล 2011 – 2012 เงินที่ทุ่มลงไปทั้งหมดได้บันดาลให้ “เรือใบสีฟ้า” ผงาดขึ้นมาครองแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นการครองแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้งในรอบ 44 ปี จากนั้นพวกเขาได้นำเม็ดเงินดึงนักเตะมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น เควิน เด บรอยน์, แบร์นาโด ซิลวา, อายเมริค ลาปอร์ต และ เอแอร์สัน รวมถึงสุดยอดผู้จัดการทีมแห่งยุคอย่าง เป็ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามา

ความสำเร็จในช่วงหลังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี สวนทางกลับเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างสิ้นเชิง พวกเขาก้าวขึ้นมาเทียบชั้น ยูไนเต็ด ได้อย่างสง่าผ่าเผย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา “เรือใบสีฟ้า” โกยแชมป์ลีกไปได้ถึง 4 สมัย ในขณะที่ ยูไนเต็ด ได้ไปเพียงสมัยเดียว ความสำเร็จหลั่งไหลเข้ามาสู่ “เอติฮัด สเตเดี้ยม” มากขึ้น ซึ่งในฤดูกาลปัจจุบัน พวกเขาจบที่รองแชมป์ แต่ในฤดูกาลหน้า แมนฯ ซิตี จะกลับมาพร้อมกับขุมกำลังที่แข็งแกร่งและพร้อมไล่ล่าแชมป์อีกครั้ง

เกียรติประวัติ

อังกฤษ ระดับประเทศ

ดิวิชันหนึ่ง/พรีเมียร์ลีก

-ชนะเลิศ (6): 1936–37, 1967–68, 2011–12, 2013–14, 2017–18, 2018–19

ดิวิชันสอง/อีเอฟแอลแชมเปียนชิป

-ชนะเลิศ (7): 1898–99, 1902–03, 1909–10, 1927–28, 1946–47, 1965–66, 2001–02

ลีกวัน

-ชนะเลิศ (1): เพลย์ออฟ 1998–99

เอฟเอคัพ

-ชนะเลิศ (6): 1903–04, 1933–34, 1955–56, 1968–69, 2010–11, 2018–19

อีเอฟแอลคัพ

-ชนะเลิศ (7): 1969–70, 1975–76, 2013–14, 2015–16, 2017–18, 2018–19, 2019–20

แชริตีชีลด์/เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์

-ชนะเลิศ (6): 1937, 1968, 1972, 2012, 2018, 2019

ยุโรป ระดับทวีปยุโรป

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

-รอบรองชนะเลิศ (1): 2015–16

ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ

-ชนะเลิศ (1): 1969–70