นับตั้งแต่ยุค 2000 เป็นต้นมา เชลซี ได้สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็น 1 ในท็อป 6 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แม้จะมีเสียงนินทาว่าพวกเขาใช้เงินซื้อความสำเร็จ แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะกว่าที่พวกเขาจะได้ขึ้นมาถึงจุดนี้ ต้องผ่านอะไรมาหลายอย่าง เปลี่ยนแปลงทีมมาแล้วนับครั้บไม่ถ้วนจนเจอจุดที่ลงตัวและเก่งกาจดังเช่นปัจจุบัน

ย้อนกลับไปในปี 1896 เฮนรี ออกุสตัส “กัส” เมียร์ส และ พี่ชายของเขา โจเซฟ เมียร์ส ได้ซื้อสนาม “Stamford Bridge Athletics Ground” ในฟูแล่ม ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน โดยมีวัตถุประสงค์ที่อยากจะตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา แต่กว่าเป้าหมายจะบรรลุผลต้องรอมาจนถึงปี 1905 สโมสรฟุตบอลเชลซี จึงได้ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันระบบลีกของอังกฤษ และได้เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดหรือดิวิชั่น 1 ณ ตอนนั้นในอีก 2 ปีถัดมา แต่พวกเขาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆ เลย

จนกระทั่งการเข้ามาของชายที่ชื่อ เอ็ดเวิร์ด โจเซฟ เดร็ก หรือ เท็ด เดร็ก อดีตกองหลังของอาร์เซนอล ที่ผันตัวมาเป็นผุ้จัดการทีมและได้รับตำแหน่งนี้ในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อปี 1952 เขาได้เปลี่ยนระบบการฝึกซ้อม พัฒนาระบบทีมเยาวชน และนำสิ่งใหม่ๆ เขามาสู่ Chelsea แล้วสิ่งที่ เดร็ก ทำก็ส่งผลให้ เชลซี ก้าวขึ้นมาครองแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในฤดูกาล 1954 – 1955 ก่อนที่ เดร็ก จะอำลาทีมไปในปี 1961 และให้ ทอมมี ด็อคเฮอร์ตี้

ด็อคเฮอร์ตี้ ได้เปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างให้กับทีมไม่ว่าจะเป็นแผนการเล่น ตารางการฝึกซ้อม การเฟ้นหานักเตะเข้ามาเสริมทีม แต่ทีมกลับไปไม่ถึงฝั่งฝันในการเป็นเบอร์ 1 ของอังกฤษ จากนั้นในยุค 70 ต่อ ยุค 80 เชลซี ประสบปัญหาหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินที่พวกเขาต้องขายดาวดังออกจากทีมเพื่อพยุงการเงินของสโมสร รวมถึงปัญหาฮูลิแกนที่สร้างความคาราคาซังให้กับสโมสรมาตลอด จนกระทั่ง เคน เบตส์ เข้ามาเป็นเจ้าของและเป็นประธานสโมสรทุกอย่างจึงเริ่มดีขึ้น

ในช่วงยุค 90 เชลซี ดึงตัวสตาร์ชื่อดังมากมายเข้าสู่ทีมไม่ว่าจะเป็น รุด กุลลิท, จานลูกา วิอัลลี, จานฟรังโก โซลา, โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ และ แกรม เลอ โซ แต่พวกเขาทำได้ดีที่สุดเพียงแชมป์ เอฟเอ คัพ 2 สมัย และลีกคัพ อีก 1 สมัย จนกระทั่งปี 2004 เบตส์ ลงจากตำแหน่งเปิดทางให้ โรมัน อับราโมวิช เศรษฐีชาวรัสเซียเข้ามาเทคโอเวอร์ต่อ อับราโมวิช ได้หว่านเงินจำนวนมากมายเพื่อบันดาลความสำเร็จเข้ามาสู่สโมสร รวมถึงดึงตัว โชเซ มูรินโญ ยอดผู้จัดการทีมในเวลานั้นเข้ามา และทุกอย่างก็เป็นผลเมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน

อับราโมวิช ใช้เงินจำนวนมากในการเนรมิตความสำเร็จให้กับ เชลซี นักฟุตบอลหลายคนที่ถูกดึงเข้ามาทั้ง ปีเตอร์ เช็ก, ดิดิเยร์ ดร็อกบา, แฟรงค์ แลมพาร์ด และอีกหลายคน แต่กระนั้นสิ่งที่ อับราโมวิช ต้องการคือการให้ทีมเป็นหมายเลข 1 ในอังกฤษ ยังไม่มีใครทำได้ ทำให้ เชลซี เปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น จนสุดท้ายปัจจุบันหน้าที่นี้ตกเป็นของ แฟงค์ แลมพาร์ด อดีตตำนานของทีมที่ได้รับความไว้วางใจจาก อับราโมวิช ในการคุมทีมและปีที่ผ่านมาผลงานของเขาก็ไม่ถือว่าน่าเกลียดแต่อย่างใด พาทีมจบอันดับ 4 ของตารางคว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ ซึ่งแฟนบอลของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ต้องรอดูกันต่อไปว่า แลมพาร์ด จะเข้ามาทำให้ความฝันของ อับราโมวิช เป็นจริง หรือจะถูกปลดออกจากทีมเหมือนอย่างที่ผู้จัดการทีมก่อนหน้านี้เคยประสบมา

เกียรติประวัติ

อังกฤษ ระดับประเทศ

ดิวิชันหนึ่ง/พรีเมียร์ลีก

-ชนะเลิศ (6): 1954–55, 2004–05, 2005-06, 2009–10, 2014–14, 2016–17

ดิวิชันสอง

-ชนะเลิศ (2): 1983–84, 1988–89

เอฟเอคัพ

-ชนะเลิศ (8): 1969–70, 1996–96, 1999–00, 2006–07, 2008–09, 2009–10, 2011–12, 2017–18

อีเอฟแอลคัพ

-ชนะเลิศ (5): 1964–65, 1997–98, 2004–05, 2006–07, 2014–15

แชริตีชีลด์/เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์

-ชนะเลิศ(4): 1955, 2000, 2005, 2009

ฟูลล์เมมเบอร์สคัพ

-ชนะเลิศ (2): 1986, 1990

ยุโรป ระดับทวีปยุโรป

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

-ชนะเลิศ (1): 2011–12

-รองชนะเลิศ (1): 2007–08

ยูฟ่ายูโรปาลีก

-ชนะเลิศ (2): 2012–13, 2018–19

ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ

-ชนะเลิศ (2): 1970–71, 1997–98

ยูฟ่าซูเปอร์คัพ

-ชนะเลิศ (1): 1998

โลก ระดับโลก

ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ

-รองชนะเลิศ (1): 2012

เวิลด์ฟุตบอลชาลเลนจ์

-ชนะเลิศ (1): 2009

รายการอื่น ๆ

เอฟเอยูธคัพ

-ชนะเลิศ (4): 1960, 1961, 2008, 2010

-(มะกิตะ/อัมโบรโทรฟี่)

-ชนะเลิศ (2): 1994, 1997